head prakardsod


















แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - radnana

หน้า: [1] 2 3
1

LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) เป็นมาตรฐานการรับรองอาคารที่มุ่งเน้นการสร้างและออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านการประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ LEED Certification ว่าคืออะไร ประโยชน์ของการมี LEED Certification และประเภทต่าง ๆ ที่ควรรู้

 LEED Certification คืออะไร?

LEED Certification เป็นระบบการรับรองที่พัฒนาโดย U.S. Green Building Council (USGBC) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสร้างอาคารที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการประเมินอาคารตามเกณฑ์ที่กำหนดในหลายด้าน เช่น การประหยัดพลังงาน การใช้น้ำ การเลือกใช้วัสดุ และคุณภาพอากาศภายในอาคาร

 ประโยชน์ของ LEED Certification

การได้รับ LEED Certification มีประโยชน์มากมาย เช่น:

1. ประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย: อาคารที่ได้รับการรับรอง LEED มักจะมีการออกแบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานและน้ำ ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง
2. สร้างภาพลักษณ์ที่ดี: การมี LEED Certification ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร โดยแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
3. สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี: อาคารที่ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน LEED มีคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน

 ประเภทของ ออฟฟิศ LEED Certified
LEED Certification แบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยแต่ละประเภทจะมีเกณฑ์การประเมินที่แตกต่างกันไป ตามลักษณะการใช้งานของอาคาร ดังนี้:

1. LEED for Building Design and Construction (BD+C): สำหรับอาคารใหม่หรือการปรับปรุงอาคารที่มีอยู่
2. LEED for Interior Design and Construction (ID+C): สำหรับการออกแบบและก่อสร้างภายในอาคาร
3. LEED for Building Operations and Maintenance (O+M): สำหรับการบริหารจัดการและบำรุงรักษาอาคารที่มีอยู่
4. LEED for Neighborhood Development (ND): สำหรับการพัฒนาโครงการชุมชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 วิธีการขอ LEED Certification

การขอ LEED Certification ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้:

1. เตรียมเอกสาร: รวบรวมข้อมูลและเอกสารที่จำเป็น เช่น แผนผังอาคาร รายงานการใช้พลังงาน และข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้
2. สมัครผ่าน Green Building Certification Institute (GBCI): ส่งเอกสารและข้อมูลที่เตรียมไว้ไปยัง GBCI เพื่อทำการประเมิน
3. รับการประเมิน: ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารที่ส่งไป
4. ได้รับการรับรอง: หากผ่านการประเมิน จะได้รับ LEED Certification ตามระดับที่กำหนด เช่น ออฟฟิศ LEED Gold


LEED Certification เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างอาคารที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน หากคุณกำลังพิจารณาการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคาร การได้รับ LEED Certification จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและมีประโยชน์ในระยะยาว

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LEED Certification หรือการออกแบบอาคารสีเขียว Office for rent เช่าพื้นที่สำนักงาน สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำและการสนับสนุนในการดำเนินการได้เลย!


2
การต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปีเป็นขั้นตอนที่สำคัญสำหรับผู้ใช้รถทุกคน แต่หลายคนอาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะของใบขับขี่ที่หมดอายุ ว่าสามารถดำเนินการต่อทะเบียนได้หรือไม่ ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ พร้อมข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ขับขี่ทุกคน

 ใบขับขี่หมดอายุคืออะไร?

ใบขับขี่เป็นเอกสารที่ยืนยันว่าผู้ถือมีความสามารถในการขับขี่รถยนต์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยใบขับขี่จะมีอายุการใช้งานที่กำหนดไว้ หากใบขับขี่หมดอายุ ผู้ถือใบขับขี่จะไม่สามารถขับขี่รถยนต์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องต่อใบขับขี่หมดอายุ ให้ทันเวลา

 ต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปีคืออะไร?

การต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปีเป็นกระบวนการที่เจ้าของรถต้องดำเนินการเพื่อให้รถยนต์สามารถใช้งานได้ตามกฎหมาย โดยจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและผ่านการตรวจสอบสภาพรถยนต์ ซึ่งการต่อทะเบียนนี้มักจะต้องดำเนินการทุกปี

 ใบขับขี่หมดอายุ ต่อทะเบียนรถยนต์ได้หรือไม่?

คำตอบคือ "ได้" แต่มีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณา สำหรับผู้ที่มีใบขับขี่หมดอายุ สามารถทำการต่อทะเบียนรถยนต์ได้ แต่จะต้องมีการชำระค่าธรรมเนียมและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด หากใบขับขี่ของคุณหมดอายุ คุณควรดำเนินการต่ออายุใบขับขี่ให้เรียบร้อยก่อนที่จะขับขี่รถยนต์

 ข้อควรระวัง

แม้ว่าคุณจะสามารถต่อทะเบียนรถยนต์ได้ แต่การขับขี่รถยนต์ด้วยใบขับขี่ที่หมดอายุถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้คุณเสี่ยงต่อการถูกปรับหรือถูกดำเนินคดีได้ ดังนั้น ควรทำการต่ออายุใบขับขี่ให้เรียบร้อยก่อนการขับขี่

 วิธีการต่ออายุใบขับขี่

1. เตรียมเอกสาร: ควรเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น บัตรประชาชน, ใบขับขี่เดิม, และเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
2. ตรวจสุขภาพ: ในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจสุขภาพเพื่อยืนยันความสามารถในการขับขี่
3. ชำระค่าธรรมเนียม: ชำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบขับขี่ตามที่กำหนด
4. เข้ารับการอบรม: อาจต้องเข้ารับการอบรมหรือทดสอบตามที่หน่วยงานกำหนด

การต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปีในขณะที่ใบขับขี่หมดอายุเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่ควรระวังไม่ให้ขับขี่รถยนต์ในขณะที่ใบขับขี่หมดอายุ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากคุณมีใบขับขี่ที่หมดอายุ ควรดำเนินการต่ออายุใบขับขี่ให้เรียบร้อยก่อนที่จะขับขี่รถยนต์

หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการต่อทะเบียนรถยนต์หรือการต่ออายุใบขับขี่ใบขับขี่สาธารณะ สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยที่สุดได้เสมอ

อย่าลืม! การขับขี่อย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
สอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ออนไลน์  https://www.grab.com/th/blog/driver/ทำใบขับขี่ออนไลน์/







3

ก่อนหน้านี้ หากจะลงทุนเปิดบริษัท หลายบริษัทเลือกการซื้ออาคารเป็นของตัวเอง หรือหาก เช่าออฟฟิศ ก็จะเป็นออฟฟิศแบบดั้งเดิมที่เน้นการเช่าระยะยาว เป็นเจ้าของพื้นที่ให้เช่าเพียงผู้เดียว แต่ทุกวันนี้คือยุคที่ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การทำงานมีความยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีธุรกิจก่อตั้งใหม่มากมายที่มีงบประมาณจำกัด จุดนี้ทำให้ธุรกิจ Office for rent มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน โดยเป็นที่นิยมขององค์กรขนาดเล็ก กลาง รวมถึงสตาร์ทอัพ หรือแม้แต่บริษัทข้ามชาติที่ต้องการสาขาชั่วคราวในพื้นที่ใหม่
การมองหา ออฟฟิศให้เช่า ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดต้นทุนในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจปรับตัวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ออฟฟิศหรือ สำนักงานให้เช่า ในปัจจุบันไม่ได้มีรูปแบบเดียวเหมือนในอดีต แต่กลับมีให้เลือกหลากหลาย ออฟฟิศรูปแบบเดิมยังคงมีอยู่ ในขณะเดียวกันรูปแบบใหม่ก็มีให้เลือกมากขึ้น ตั้งแต่สำนักงานสำเร็จรูปไปจนถึงออฟฟิศที่ใช้ร่วมกับบริษัทอื่น ดังนั้นก่อนเช่าจึงต้องเลือกให้เหมาะกับธุรกิจของตัวเองมากที่สุด

ประเภทของ Office space ก็มีผลกับการตัดสินใจ
หนึ่งในเรื่องที่สำคัญสำหรับการ เช่าออฟฟิศ ก็คือประเภทของออฟฟิศ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีฟังก์ชั่นการใช้งานและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจที่ต่างกัน โดยมี Office space อย่างน้อย 4 ประเภท ดังนี้
1. ออฟฟิศแบบดั้งเดิม (Conventional Office)
สำนักงานแบบดั้งเดิม คือ พื้นที่สำนักงานที่ผู้เช่าต้องเช่าทั้งพื้นที่เปล่าแล้วมาตกแต่ง จัดซื้ออุปกรณ์ และบริหารจัดการทุกอย่างเองทั้งหมด มักจะมีสัญญาเช่าระยะยาว
จุดเด่นของออฟฟิศลักษณะนี้คืออิสระในการออกแบบและภาพลักษณ์องค์กรที่ชัดเจน เพราะสามารถสร้างบรรยากาศการทำงานให้ออกมายังไงก็ได้ตามที่อยากให้เป็น
ออฟฟิศแบบดั้งเดิมมีจุดเด่นคือความเป็นส่วนตัวสูงมาก แต่ก็มาพร้อมกับข้อจำกัดคือค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่สูง นอกจากนี้ยังมีค่าซ่อมบำรุงซึ่งส่วนใหญ่ผู้เช่าจะต้องรับผิดชอบเอง
ด้วยความเป็นสัญญาเช่าระยะยาว จึงเหมาะกับบริษัทที่มีความมั่นคง ตลอดจนองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะย้ายพื้นที่ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

2. สำนักงานสำเร็จรูป (Serviced Office)
สำนักงานสำเร็จรูป หรือ Serviced Office คือ พื้นที่สำนักงานที่ได้รับการตกแต่งและจัดเตรียมอุปกรณ์พร้อมใช้งานไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้เช่าสามารถเริ่มต้นทำงานได้ทันที
จุดเด่นภายในออฟฟิศประเภทนี้จะมาพร้อมกับอุปกรณ์สำนักงานอย่างครบถ้วน รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ผู้ให้บริการ ออฟฟิศให้เช่า ประเภท Serviced Office ยังมักจะมาพร้อมกับทีมงานสนับสนุน ทำให้ผู้เช่าแทบไม่ต้องเตรียมพนักงานในส่วนอาคารและสถานที่
ด้านข้อเสีย หากวางแผนเช่าในระยะยาว อาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการมองหาออฟฟิศแบบดั้งเดิม เพราะค่าเช่ารายเดือนจัดว่าสูงมาก ในระยะยาวจะไม่คุ้มเท่ากับการลงทุนเองทั้งหมด
Serviced Office เหมาะกับสตาร์ทอัพ บริษัทต่างชาติที่ต้องการตั้งสำนักงานสาขาในไทย หรือธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการความคล่องตัวสูง เนื่องจากไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากในการเริ่มต้น และยังสามารถขยายหรือลดขนาดพื้นที่ได้ตามความต้องการ

3. พื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space)
Co-working Space คือ พื้นที่ทำงานร่วมกันที่เปิดให้คนจากหลายองค์กรหรืออาชีพมาใช้พื้นที่เดียวกัน โดยมักมีบรรยากาศที่เป็นกันเองและสร้างแรงบันดาลใจ โดยมีให้เลือกตั้งแต่การเช่ารายวัน ไปจนถึงห้องทำงานประจำที่เช่าได้แบบรายเดือน ซึ่งเราจะพบออฟฟิศแบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นคำตอบที่หลายบริษัทเลือกใช้สำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล
จุดเด่นของออฟฟิศประเภทนี้คือมีบริการส่วนกลางอย่างครบครัน มีขนาดห้องให้เลือกหลากหลาย ใช้ได้ตั้งแต่การจัดฝึกอบรมไปจนถึงออฟฟิศขนาดเล็กที่ต้องการเช่าระยะสั้น
ด้านข้อเสีย หากมองหาความเป็นส่วนตัว ออฟฟิศประเภทนี้ก็จะไม่ตอบโจทย์ เพราะผู้เข้าใช้บริการมีแนวโน้มเปลี่ยนไปตลอดเวลา
Co-working Space เหมาะตั้งแต่กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน ไปจนถึงองค์กรขนาดเล็กที่กำลังมองหาไอเดียใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจ หรือแม้แต่บริษัทที่อยากจัดประชุมนอกสถานที่ Co-working Space ก็ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้

4. สำนักงานแบบแชร์พื้นที่ (Shared Office)
สำนักงานแบบแชร์พื้นที่ คือจุดกึ่งกลางระหว่าง Co-working Space และ Serviced Office โดยมีลักษณะเป็นการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกันของสองบริษัทขึ้นไป (ลักษณะคล้าย Co-working Space) ในขณะเดียวกันแต่ละบริษัทก็จะมีออฟฟิศของตัวเองแยกจากบริษัทอื่นอย่างเป็นสัดส่วน (ลักษณะคล้าย Serviced Office)
จุดเด่นของสำนักงานแบบแชร์พื้นที่ คือเป็นสำนักงานที่มาพร้อมกับความเป็นส่วนตัวที่มากกว่า Co-working Space เพราะพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันมีเพียงพื้นที่ส่วนกลางเท่านั้น ในออฟฟิศของแต่ละบริษัทยังคงมีความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นออฟฟิศที่มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเช่นเดียวกับ Serviced Office
ด้านข้อเสียคือออฟฟิศประเภทนี้มักจะมีพื้นที่ไม่มาก เพราะในหนึ่งชั้นของอาคารจะถูกแชร์กันระหว่างสองบริษัทขึ้นไป หากเจ้าของธุรกิจให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวอย่างเต็มรูปแบบ ก็จำเป็นต้องมองหา Serviced Office ในกรณีที่ต้องการสำนักงานที่เข้าทำงานได้ทันที หรือออฟฟิศแบบดั้งเดิม ในกรณีที่ต้องการอิสระในการปรับแต่ง
สำนักงานแบบแชร์พื้นที่เหมาะกับองค์กรขนาดเล็กที่ต้องการประหยัดงบประมาณ แต่ยังคงต้องการบริการแบบเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังเหมาะกับบริษัทที่ยอมรับได้เรื่องพื้นที่ส่วนกลางซึ่งจะมีบริษัทอื่นมาร่วมใช้ด้วย จึงอาจไม่เหมาะกับบริษัทที่เน้นเรื่องการรักษาความลับของการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่

4 เคล็ดลับเพิ่มเติม เพื่อมองหาออฟฟิศได้แบบตรงใจ

1. วิเคราะห์สิ่งที่ต้องการ
ตอบตัวเองให้ได้ว่าธุรกิจของเราต้องการอะไรจากออฟฟิศ เช่นความเป็นส่วนตัวหรือความยืดหยุ่นในการทำงาน คำตอบนี้จะบอกเราได้ว่าควรเลือกออฟฟิศแบบไหน ย่านใจกลางเมืองกรุงเทพดีมั้ย เช่นหากต้องการความเป็นส่วนตัวเพราะบริษัททำงานที่จำเป็นต้องรักษาความลับขั้นสูงสุดของลูกค้า ตัวเลือกที่เหมาะกับธุรกิจของคุณก็คือออฟฟิศแบบดั้งเดิมเพราะจะออกแบบระบบความปลอดภัยให้รัดกุมแค่ไหนก็ทำได้แบบอิสระ

2. เปรียบเทียบออฟฟิศหลายแห่งก่อนตัดสินใจเช่า
อย่าเพิ่งตัดสินใจจากที่แรกที่เห็น ให้ลองเทียบดูว่าในเงื่อนไขที่ไม่ต่างกัน ที่อื่นให้ราคาถูกกว่าหรือไม่ และเพราะอะไรจึงถูกกว่า หรือหากบางแห่งราคาสูงกว่านิดหน่อย แต่ก็อาจมาพร้อมกับทำเลที่ดีกว่า สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้มากกว่า พื้นที่ออฟฟิศมากกว่า ฯลฯ

3. พิจารณาสิ่งอำนวยความสะดวกและเข้าดูสถานที่จริง
แม้ว่าจะมีข้อมูลทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่การดูสถานที่จริงก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เห็นสภาพแวดล้อมและบริเวณพื้นที่โดยรอบ

4. ขอคำแนะนำหรือใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญ
หากคุณมองหาออฟฟิศย่านธุรกิจในกรุงเทพหรือมองหา rent office bangkok ก็จะพบว่ามีตัวเลือกมากมายจนเลือกไม่ถูก ซึ่งจุดนี้ผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาช่วยให้คำแนะนำกับเจ้าของธุรกิจได้ เพราะบริษัทที่ดำเนินงานด้านนี้ ส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

วันนี้ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ และกำลังมองหา สำนักงานให้เช่า ขอแนะนำให้ใช้บริการกับ JLL เพราะ JLL คือผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ เช่าออฟฟิศ ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน การมีสาขาอยู่ในหลายประเทศช่วยการันตีว่าบริษัทมีความมั่นคง และพร้อมดูแลธุรกิจของคุณให้ได้ออฟฟิศที่ตรงใจ พร้อมตอบโจทย์เพื่อนร่วมงานทุกคนและสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีเพื่อให้ธุรกิจของคุณเป็นไปได้อย่างราบรื่น



4
ในยุคที่การทำธุรกิจต้องการความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูง การเลือกใช้ Service Office หรือสำนักงานให้เช่าจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ๆ ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับservice office ว่าคืออะไร พร้อมเจาะลึกข้อดีและข้อเสียของการใช้บริการนี้ และแนะนำว่าธุรกิจประเภทไหนที่เหมาะสมกับการใช้ Service Office

Service Office คืออะไร?

service office คือ สำนักงานที่ให้บริการเช่าในรูปแบบที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยผู้เช่าสามารถเช่าพื้นที่ทำงานตามระยะเวลาที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี โดยทั่วไปแล้ว Service Office จะมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ อินเทอร์เน็ต ห้องประชุม และบริการสนับสนุนอื่นๆ ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อดีของ Service Office

 1. ความยืดหยุ่นในการเช่า

Service Office มักมีเงื่อนไขการเช่าที่ยืดหยุ่น ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกเช่าตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว

 2. สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ผู้เช่าสามารถใช้บริการต่างๆ ที่สำนักงานจัดเตรียมไว้ เช่น ห้องประชุม เครื่องถ่ายเอกสาร และบริการรับโทรศัพท์ ทำให้ไม่ต้องลงทุนในอุปกรณ์สำนักงาน

 3. ประหยัดค่าใช้จ่าย

การใช้ Service Office ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำนักงาน เช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสำนักงาน

 4. สภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์

Service Office มักตั้งอยู่ในทำเลที่ดี มีการออกแบบที่ทันสมัย ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

 ข้อเสียของ Service Office

 1. ขาดความเป็นส่วนตัว

การทำงานใน Service Office อาจทำให้ขาดความเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีผู้เช่าหลายรายใช้พื้นที่ร่วมกัน

 2. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ในบางกรณี ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการเสริม เช่น การใช้ห้องประชุมหรือบริการอื่นๆ อาจทำให้ค่าใช้จ่ายรวมสูงขึ้น

 3. ข้อจำกัดในด้านการปรับแต่ง

ผู้เช่าอาจมีข้อจำกัดในการปรับแต่งสำนักงานตามความต้องการ เนื่องจากพื้นที่เป็นของส่วนกลาง

 ธุรกิจแบบไหนที่เหมาะกับ Service Office?

Service Office เหมาะสำหรับธุรกิจหลายประเภท เช่น:

- ธุรกิจสตาร์ทอัพ: ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
- ฟรีแลนซ์: ที่ต้องการพื้นที่ทำงานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก
- บริษัทข้ามชาติ: ที่ต้องการตั้งสำนักงานชั่วคราวในประเทศใหม่
- ธุรกิจที่ต้องการขยาย: ที่ต้องการพื้นที่ทำงานเพิ่มเติมในระยะสั้น

Service Office เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการความยืดหยุ่นและประหยัดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำนักงาน อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาข้อดีและข้อเสียให้ดี และเลือกใช้บริการให้เหมาะสมกับประเภทของธุรกิจของคุณ




5
การวางแผนการเงินสำหรับเจ้าของกิจการคือการกำหนดแนวทางการจัดการธุรกิจและการใช้จ่ายเงินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการวางแผนทางการเงินที่ดีนอกจากจะช่วย ลดต้นทุน แล้ว ยังเป็น วิธีเพิ่มยอดขาย ที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย จึงทำให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตและสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน วันนี้เราจะมาแจกแจงวิธีวางแผนการเงินและ แนวทางการลดต้นทุนมีกี่วิธีอะไรบ้าง ให้ผู้ประกอบการมือใหม่ได้ทำความเข้าใจ

มีเงินทุนที่เหมาะสม
ก่อนจะเริ่มต้นทำธุรกิจ เจ้าของจะต้องมองหาแหล่งเงินทุนที่มอบความคุ้มค่า โดยอาจเป็นเงินทุนส่วนบุคคลที่ไม่มีดอกเบี้ย หรือเงินทุนจากสถาบันทางการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุด โดยต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินลงทุนและวางแผนการชำระคืนอย่างรอบคอบ การหาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำนับเป็น ตัวอย่างการลดต้นทุน ที่ทุกธุรกิจควรนำไปใช้

ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ในโลกของธุรกิจการขึ้นลงของกิจการเป็นเรื่องธรรมดา เพราะวิกฤตการณ์ต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งที่เจ้าของกิจการสามารถทำได้คือการเตรียมการรับมือและประเมินความเสี่ยงของสิ่งที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า เช่น ถ้าไม่สามารถผลิตสินค้าได้ช่วงเวลาหนึ่งจะเปลี่ยนผู้ผลิตเป็นเจ้าไหน ถ้าเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจะส่งผลกับธุรกิจอย่างไร

ติดตามงบการเงินอย่างสม่ำเสมอ
งบการเงิน คือ รายงานผลทางบัญชีการเงินและกระแสเงินหมุนเวียนของธุรกิจ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นการได้กำไรหรือการขาดทุนของบริษัทอย่างชัดเจน รวมทั้งเห็นรูปแบบการบริหารและจัดการทางการเงินของบริษัท ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีการติดตามงบการเงินอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบ เพื่อใช้ในการหา วิธีเพิ่มยอดขาย และ ลดต้นทุน ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ

แยกแยะเงินส่วนตัวและเงินของบริษัท
เจ้าของกิจการสามารถนำเงินบริษัทมาจ่ายเป็นค่าจ้างและโบนัสให้กับตนเองได้ แต่ไม่สามารถนำเงินทั้งหมดมาใช้ได้ตามใจ เพราะจะทำให้ไม่รู้ว่าการขาดทุนเกิดจากการใช้จ่ายส่วนตัวหรือเกิดจากปัญหาในการจัดการธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่องที่จะใช้บริหารธุรกิจในอนาคต

จัดการสินค้าค้างสต็อก
การมีสินค้าคงคลังมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี เพราะเงินทุนของบริษัทจะจมไปกับสินค้าที่ตกค้าง แถมสินค้าเหล่านั้นอาจมีการทรุดโทรม ชำรุดไปตามเวลา ยิ่งตกค้างนาน สินค้ายิ่งมีมูลค่าต่ำลง ดังนั้นเจ้าของธุรกิจต้องวางแผนการระบายสินค้าเปลี่ยนมาเป็นเงินสด เพื่อนำไปต่อยอดในด้านอื่น ๆ
   จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจการวางแผนทางการเงิน กลยุทธ์ลดค่าใช้จ่ายบริษัท เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นสิ่งแรก ๆ ที่เจ้าของกิจการต้องทำความเข้าใจ ซึ่งเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินได้ถูกอธิบายไว้ในบทความนี้แล้ว เจ้าของกิจการสามารถเริ่มต้นเรียนรู้จากตรงนี้ได้เลย ถ้าจะให้เห็นแนวทางการบริการเงินลองหาตัวอย่างการวางแผนการเงินของธุรกิจอื่น ๆ มาศึกษาเพิ่มเติม ก็จะช่วยสร้างไอเดียและเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินบริษัทอย่างลึกซึ้งขึ้นได้

 

6


การประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ “เงินทุน” เป็นปัจจัยสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขั้นตอนของการดำเนินกิจการ การขยายหรือปรับปรุงกิจการ รวมทั้งยังต้องมีเงินทุนสำรองไว้เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ ดังนั้นการมองหาแหล่งเงินทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สินเชื่อ SME เป็นแหล่งเงินทุนที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะ เหมาะกับกิจการขนาดเล็กถึงขนาดกลางรวมทั้งสินค้า OTOP ที่มีสินทรัพย์การลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท ซึ่งสินเชื่อ SME มีทั้งสินเชื่อแบบใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยผู้กู้จะต้องยื่นหลักฐานการค้ำประกันด้วยอสังหาริมทรัพย์มีข้อดีคือดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติไว ได้วงเงินกู้สูง ระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้นาน และ สินเชื่อ sme ไม่มีหลักทรัพย์ ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการกู้ยืมระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่องและนำมาใช้เป็นเงินลงทุนหมุนเวียนในธุรกิจ

สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กและกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นานซึ่งมีต้นทุนทางธุรกิจไม่สูงสามารถเข้าถึงการขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้นเนื่องจากไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการค้ำประกัน ผู้ยื่นกู้จึงต้องมีความน่าเชื่อถือ มีการบริหารเงินที่ดี มีวินัยด้านการเงิน และมีการวางแผนธุรกิจอย่างชัดเจน หากกังวลใจว่าการยื่นขอ สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ นั้นจะได้รับการอนุมัติตามวงเงินที่ต้องการหรือไม่หนังสือค้ำประกัน

สินเชื่อมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินได้
หนังสือค้ำประกัน สินเชื่อคือเอกสารที่ใช้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญารวมทั้งเพื่อประกันการชำระเงินด้วย ผู้ประกอบการสามารถขอหนังสือค้ำประกันได้จากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ บสย. EXIM BANK หรือที่ธนาคารกรุงไทย โดยผู้ขอจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการให้บริการ ซึ่งอัตราการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมคิดเป็นสัดส่วนร้อยละตามมูลค่าของสัญญาและขึ้นอยู่กับประเภทของการค้ำประกันสินเชื่อ เช่น บริการหนังสือค้ำประกัน Krungthai LG มีค่าธรรมเนียมเริ่มต้น 1% ต่อปี ขั้นต่ำ 500 บาท/ฉบับ/ปี สำหรับ บสย. นั้นค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ประเภทของสินเชื่อ ระยะเวลา และวงเงินค้ำประกัน   
หนังสือค้ำประกันการขอสินเชื่อใช้ได้กับการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการ SME เท่านั้น ครอบคลุมทั้งสินเชื่อเงินกู้ระยะยาว สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชี วงเงินตั๋วสัญญาใช้เงิน วงเงินหนังสือค้ำประกัน วงเงินสินเชื่อสำหรับธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อใช้ในการต่อยอดและเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจไม่ว่าจะเป็นกิจการด้านการผลิต ค้าปลีก ค้าส่ง ธุรกิจนำเข้า ส่งออก และธุรกิจด้านการบริการ นอกจากนี้ยังมีการค้ำประกันสินเชื่อ SME เพื่อรับงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอระหว่างดำเนินโครงการให้แก่ภาครัฐตั้งแต่เริ่มต้นจนแล้วเสร็จ ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง บสย. และธนาคารกรุงไทย โดยธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่เป็นผู้ปล่อย สินเชื่อ รับเหมาก่อสร้าง และ บสย. เป็นผู้ค้ำประกันในฐานะเครื่องมือรัฐ ซึ่งจะออกหนังสือค้ำประกันให้ภายใน 1 วัน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือค้ำประกันยื่นซองประกวดราคา และหนังสือค้ำประกันการทำสัญญาต่อหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
สินเชื่อ SME มีหลายประเภทจากหลายสถาบันการเงิน ดังนั้นผู้ประกอบการควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการเงินทุนไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด แล้วศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบสินเชื่อที่สนใจให้ละเอียด เลือก สินเชื่อsmeดอกเบี้ยต่ำ ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครบถ้วนเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ หากต้องการให้การขอสินเชื่อเป็นไปด้วยความราบรื่น รวดเร็ว อย่าลืมว่าหนังสือค้ำประกันสินเชื่อสามารถช่วยได้ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ บสย.และธนาคารกรุงไทยทุกสาขาใกล้บ้าน



7

เศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันทำให้การบริหารสภาพคล่องทางการเงินเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ การเข้าถึงเงินกู้สินเชื่อ ที่สะดวกและรวดเร็วกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเพื่อวางแผนการเงินในชีวิตประจำวัน ลงทุนในธุรกิจ หรือเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สินเชื่อส่วนบุคคล จากธนาคารกรุงไทยจึงออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้อย่างลงตัว ด้วยสินเชื่อที่มาพร้อมกระบวนการสมัครง่าย การพิจารณาอนุมัติที่รวดเร็ว และเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น ครอบคลุมทุกความต้องการทางการเงินสำหรับคนไทยอย่างแท้จริง

จุดเด่นของ สินเชื่อธนาคารกรุงไทย
กู้เงินธนาคารกรุงไทยเป็นทางเลือกทางการเงินที่ตอบโจทย์คนไทยในทุกช่วงชีวิต ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเพื่อการจัดการภาระค่าใช้จ่าย การลงทุนในอนาคต หรือการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดยจุดเด่นที่น่าสนใจของสินเชื่อกรุงไทยมีดังนี้

สมัครง่าย สะดวกสบาย ทุกที่ทุกเวลา
การสมัครกู้สินเชื่อ สามารถทำได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น แอปพลิเคชัน Krungthai NEXT หรือเว็บไซต์ของธนาคาร อีกทั้งยังมีบริการให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ธนาคารทุกสาขาทั่วประเทศ
อนุมัติไว ไม่ต้องรอนาน
การ กู้เงินธนาคาร กรุงไทยปัจจุบันไม่ต้องรอนาน สามารถแจ้งผลอนุมัติได้ภายใน 1 – 3 วันทำการ หรือไม่เกิน 7 วันทำการ ช่วยให้ได้รับเงินก้อนเพื่อใช้แก้ปัญหาทางการเงินในเวลาฉุกเฉินได้ทันที
เงื่อนไขยืดหยุ่น ตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้า
สินเชื่อส่วนบุคคล กรุงไทยออกแบบให้เหมาะสมกับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ เจ้าของธุรกิจ หรือบุคคลที่ต้องการสินเชื่อสำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะ มีวง เงินกู้ สูงสุดครอบคลุมทุกความต้องการ พร้อมอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น เลือกกู้และผ่อนชำระคืนได้เท่าที่ไหว

สินเชื่อส่วนบุคคล ที่น่าสนใจ ผลิตภัณฑ์ไหนเหมาะกับเรา

สินเชื่อกรุงไทย Smart Money
จุดเด่นของสินเชื่อ Smart Money คือสามารถขอสินเชื่อได้ทั้งผู้เป็นพนักงานประจำและผู้ประกอบการรายย่อย อนุมัติวงเงินสูงสุด 5 เท่าของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท เงื่อนไขการสมัครไม่ยุ่งยากเพียงแค่มีรายได้ 30,000 บาทขึ้นไป ไม่มีบัญชีเงินเดือนธนาคารกรุงไทย ไม่มีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันก็สามารถสมัครได้
อัตราดอกเบี้ย
บุคคลทั่วไป อัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เริ่มต้นที่ 9.99% หลังจากนั้นดอกเบี้ย 20%
ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก เริ่มต้นที่ 11.99% หลังจากนั้นดอกเบี้ย 24%
คุณสมบัติผู้สมัคร
บุคคลทั่วไปที่มีรายได้ประจำ 30,000 บาทขึ้นไป
ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีรายรับ 30,000 บาทขึ้นไป
เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัคร
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้าน
บัตรประจำตัวพนักงาน (ถ้ามี)
เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน (เดือนล่าสุด) หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
รายการเดินบัญชีย้อนหลัง บุคคลทั่วไปใช้ 3 เดือน ผู้ประกอบการรายย่อยใช้ 1 ปี พร้อมกับสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนกิจการ (ถ้ามี)
เอกสารใบแจ้งยอดบัญชีสินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบัตรเครดิตเดือนล่าสุด หากต้องการกู้สินเชื่อเพื่อนำไปชำระค่าสินเชื่ออื่น

สินเชื่อกรุงไทยใจป้ำ
จุดเด่นของสินเชื่อกรุงไทยใจป้ำคือเป็นสินเชื่อที่ออกแบบมาให้กู้ยืมง่าย อนุมัติเร็วใน 1 วัน เมื่อส่งเอกสารครบภายใน 16.00 น. ของวันทำการ อนุมัติวงเงินกู้สูงสุด 5 เท่าของรายได้ สูงสุด 1 ล้านบาท หากรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท อนุมัติวงเงินกู้สูงสุด 1.5 เท่าของรายได้ ดอกเบี้ยต่ำ เลือกระยะเวลาผ่อนชำระได้ยืดหยุ่น ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน เหมาะสำหรับคนไทยที่ต้องการสินเชื่อสำหรับใช้ในเวลาฉุกเฉินและใช้จ่ายเมื่อจำเป็น สมัครได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT และแอปเป๋าตัง
อัตราดอกเบี้ย
บุคคลทั่วไปที่มีรายได้ประจำ อัตราดอกเบี้ย 20% ต่อปี
ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย 22% ต่อปี
คุณสมบัติผู้สมัคร
ผู้มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการที่มีรายได้ 15,000 บาทขึ้นไป
เอกสารที่ใช้ในการสมัคร
บุคคลทั่วไปที่มีรายได้ประจำ
รายการเดินบัญชีย้อนหลัง บัญชีที่รับเงินเดือน 3 เดือนขึ้นไป
สลิปเงินเดือนเดือนล่าสุด 1 เดือน
ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย
รายการเดินบัญชีย้อนหลัง บัญชีธุรกิจ 6 เดือนขึ้นไป
หนังสือทะเบียนผู้ถือหุ้นหรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าดำเนินกิจการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

สินเชื่อส่วนบุคคลเหมาะกับใครบ้าง
สินเชื่อเงินสด เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยเสริมสภาพคล่องและรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้คนในปัจจุบัน ด้วยความยืดหยุ่นและการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น สินเชื่อประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับกลุ่มคนหลากหลาย ดังนี้
ผู้ที่ต้องการเสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน
บางช่วงเวลาของชีวิตอาจมีค่าใช้จ่ายไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การซ่อมแซมบ้าน หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ สินเชื่อส่วนบุคคลจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินก้อนเพื่อบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเหล่านี้
ผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่ออนาคต
สำหรับผู้ที่มีแผนการลงทุน เช่น การเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก การเรียนเสริมทักษะ หรือลงทุนในอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การ กู้เงินธนาคาร ก็เป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์
พนักงานประจำหรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการเงินด่วน
พนักงานประจำที่ต้องการเงินก้อนสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวหรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในระยะสั้น สินเชื่อส่วนบุคคลก็เป็นอีกตัวช่วยในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินเมื่อจำเป็น
บุคคลที่ต้องการรวมหนี้
สำหรับผู้ที่มีภาระหนี้หลายแหล่ง เช่น บัตรเครดิตหรือสินเชื่ออื่น ๆ สินเชื่อส่วนบุคคลสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการรวมหนี้ (Debt Consolidation) ช่วยให้การจัดการภาระผ่อนชำระเป็นระบบมากขึ้น และลดดอกเบี้ยในระยะยาว แต่ทั้งนี้ต้องมั่นใจว่าสินเชื่อที่ กู้ธนาคาร ใหม่มีผลประโยชน์ด้านอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระดีกว่าหนี้เดิม
ผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน
สินเชื่อส่วนบุคคลเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกู้เงินโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน


สินเชื่อธนาคาร เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินและตอบโจทย์ความต้องการด้านต่าง ๆ ของบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ อย่าลืมเลือก กู้ธนาคาร เท่าที่จำเป็นและเท่าที่ผ่อนชำระคืนไหว เพื่อรักษาเครดิตและวินัยทางการเงินที่ดี หากสนใจสามารถสมัครได้ ที่นี่ และยังสามารถเข้าไปดูผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากกรุงไทยได้ที่ https://krungthai.com




8

   สำหรับเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 1 – 7 ขวบ ถือเป็นช่วงวัยที่เสี่ยงต่อโรคภัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดใหญ่, ไข้เลือดออก, มือ เท้า ปาก ฯลฯ ถ้าหากป่วยหนักกะทันหันขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลแต่ละครั้งอาจจะถึง 5-6 หลักเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้พ่อแม่หลายคนจึงเลือกที่จะ ซื้อประกันสุขภาพให้ลูก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเวลาลูกเจ็บป่วยฉุกเฉิน แต่สำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหาประกันให้ลูกน้อย แต่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกประกันแบบไหนดี วันนี้เราก็จะมาแนะนำวิธีเลือกซื้อประกันสุขภาพเด็ก พร้อมทั้งบอกต่อแผนประกันสุขภาพที่ให้ผลประโยชน์คุ้มค่า

สิ่งที่พ่อแม่ต้องพิจารณาก่อนเลือกซื้อประกันให้กับลูก
   แม้จะเป็นประกันสุขภาพเหมือนกัน แต่ประกันเด็กแต่จะเจ้าก็มีรายละเอียด เงื่อนไข และข้อยกเว้นที่แตกต่างกัน ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อประกัน
1. ประเภทของประกันสุขภาพ
   ประกันสุขภาพจะมีด้วยกัน 2 แบบ คือ “แบบเหมาจ่าย” และแบบ “แยกค่าใช้จ่าย” โดยแบบเหมาจ่ายจะจ่ายค่ารักษาตามจริง ครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายในวงเงินที่ตกลงไว้ แต่ค่าเบี้ยประกันจะค่อนข้างแพง ส่วนแบบแยกค่าใช้จ่าย จะกำหนดวงเงินการรักษาต่อครั้ง ซึ่งค่าเบี้ยประกันจะถูกกว่า
2. ค่าเบี้ยประกัน
   พ่อแม่หลายคนที่เลือกประกันที่มอบคุ้มครองสูงสุด คุ้มครองแบบครอบจักรวาล ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสูงตามไปด้วย แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ กลับแทบไม่ได้ใช้ประกันเต็มความคุ้มครอง ดังนั้นเมื่อต้อง ซื้อประกันให้ลูก ควรเลือกประกันที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น มีค่าเบี้ยประกันไม่เกินกำลังทรัพย์ ทางที่ดีมีค่าเบี้ยประกันไม่ควรเกิน 10 – 15% ของรายได้ต่อปีของพ่อและแม่รวมกัน
3. ประกันที่ครอบคลุมวัคซีนเด็ก
   ปัจจุบันเด็กอายุตั้งแต่ 1 – 5 ขวบ จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคร้ายแรงต่าง ๆ อย่างครอบคลุม แม้วัคซีนพื้นฐานจะสามารถรับวัคซีนได้ฟรีที่โรงเรียนหรือโรงพยาบาลอยู่แล้ว แต่ก็มีวัคซีนทางเลือกที่ต้องออกค่าใช้จ่ายเองด้วย เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรเลือกประกันสุขภาพเด็กที่ครอบคลุมวัคซีนเหล่านี้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
4.ตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ละเอียด
   บริษัทประกันอาจจะพิจารณาไม่คุ้มครองในกรณีที่เด็กมีโรคประจำตัวร้ายแรง หรือร่างกายไม่แข็งแรงแต่กำเนิด และถึงแม้จะทำประกันไปแล้วก็ยังต้องรอบริษัทประกันตรวจสอบสุขภาพร่างกายของเด็ก 1 – 6 เดือน ซึ่งระหว่างนี้ประกันจะยังไม่คุ้มครอง ดังนั้น พ่อแม่ควรตรวจสอบเงื่อนไขและข้อยกเว้นต่าง ๆ ของประกันให้ดีก่อนซื้อ

แนะนำประกันสุขภาพเด็กที่ให้ผลประโยชน์คุ้มค่า
   สำหรับพ่อแม่ที่มีแผนจะ ซื้อประกันสุขภาพให้ลูก แต่ยังไม่เจอตัวเลือกที่น่าสนใจ เราขอแนะนำ ประกันสุขภาพสุขใจ ของธนาคารกรุงไทย เพราะจ่ายเบี้ยประกันคุ้มค่า ให้ความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ครอบคลุมการรักษาทั้งแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก มอบจำนวนเงินผลประโยชน์สูงสุดต่อรอบปีกรมธรรม์สูงสุดถึง 300,000 บาท หรือจำนวนเงินผลประโยชน์ต่อการรักษา 1 ครั้งสูงสุดถึง 75,000 บาท ที่สำคัญคือไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน แค่มีบัตรประกันสุขภาพ (Care Card) ก็เบิกจ่ายได้ทันที แถมเบี้ยประกันยังสามารถนำไปขอลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

   ทั้งหมดนี้คือวิธีการเลือก ประกันให้ลูก ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เพราะเด็กเป็นช่วงวัยที่ยังมีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้มีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ได้ง่าย พ่อแม่คนไหนไม่อยากต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลหลักหมื่นหรือหลักแสนในทุก ๆ ปี ก็ควรที่จะทำประกันสุขภาพให้ลูกไว้ช่วยแบ่งเบาภาระการเงิน แถมยังช่วยให้ลูกน้อยสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย



9


การฝากประจำ บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง เป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยมีความผันผวน การเลือกฝากประจำระยะสั้นหรือระยะยาวนั้นมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์ความแตกต่างของดอกเบี้ยระหว่างการฝากประจำ 3 เดือนและ 12 เดือน เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 ความหมายของการฝากประจำ

การฝากประจำคือการฝากเงินในบัญชีธนาคารเป็นระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ฝากจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป โดยปกติแล้วการฝากประจำจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 เดือน จนถึง 5 ปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

 เปรียบเทียบดอกเบี้ยระหว่างฝากประจําดอกเบี้ยสูง 3 เดือน และ 12 เดือน

อัตราดอกเบี้ย

โดยทั่วไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง 3 เดือนจะต่ำกว่าการฝากประจำ 12 เดือน เนื่องจากธนาคารต้องการให้ผู้ฝากมีความมั่นคงในการฝากเงินในระยะยาว ดังนั้นการฝากประจำ 12 เดือนมักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของธนาคารและสภาวะเศรษฐกิจ

 ตัวอย่างการคิดดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยกัน:

- ฝากประจำ 3 เดือน: หากคุณฝากเงิน 100,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ดอกเบี้ยที่คุณจะได้รับใน 3 เดือนคือ:
  \[
  \text{ดอกเบี้ย} = \frac{100,000 \times 1.5\%}{4} = 375 \text{ บาท}
  \]

- ฝากประจำ 12 เดือน: หากคุณฝากเงิน 100,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ดอกเบี้ยที่คุณจะได้รับใน 12 เดือนคือ:
  \[
  \text{ดอกเบี้ย} = 100,000 \times 2\% = 2,000 \text{ บาท}
  \]

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยจากการฝากประจำ 12 เดือนนั้นสูงกว่าการฝากประจำ 3 เดือนอย่างชัดเจน

 ข้อดีและข้อเสียของการฝากประจำ

 ข้อดี

- ความปลอดภัย: การฝากประจำถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเงินของคุณจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
- ดอกเบี้ยสูงกว่า: อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป

 ข้อเสีย

- การเข้าถึงเงิน: เมื่อคุณฝากเงินในบัญชีฝากประจำ คุณจะไม่สามารถถอนเงินออกมาได้จนกว่าจะถึงกำหนด
- โอกาสในการลงทุนอื่นๆ: การฝากประจำอาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า


การเลือกฝากประจำ 3 เดือนหรือ 12 เดือนนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความต้องการทางการเงินของแต่ละบุคคล หากคุณต้องการความมั่นคงในระยะยาวและยอมรับการไม่สามารถเข้าถึงเงินได้ในระยะเวลานาน การฝากประจำ 12 เดือนอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่หากคุณต้องการความยืดหยุ่นและสามารถเข้าถึงเงินได้ในระยะสั้น การฝากประจำ 3 เดือนอาจเหมาะสมกว่า

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินฝากดอกเบี้ยสูงหรือคำแนะนำในการลงทุน สามารถติดต่อธนาคารหรือที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณได้เลย!


10


เชื่อว่าคนที่ทำธุรกิจย่อมต้องใช้สินเชื่อหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือ “ สินเชื่อระยะยาว ” เพราะการทำธุรกิจจะใช้เงินหมุนอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ สินเชื่อระยะยาวจะช่วยให้สภาพคล่องของธุรกิจอยู่รอดได้ในระยะเวลาเกิน 5 ปี และคำว่าสินเชื่อที่มีอายุเกิน 5 ปีนี้จัดอยู่ในหมวดของสินเชื่อระยะยาวทั้งสิ้น เช่น สินเชื่อต่อยอดธุรกิจ สินเชื่อรายย่อย เป็นต้น เรามาดูกันดีกว่าว่าหากเราเป็นหนี้ธนาคารในกลุ่มหนี้ระยะยาวมีวิธีจัดการอย่างไร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

หาข้อมูลรายได้ รายจ่าย และคำนวณความมั่งคั่งสุทธิ
จะเริ่มเคลียร์หนี้สินระยะยาวได้ต้องตรวจสอบว่าเหลือรายรับรายจ่ายเท่าไหร่ในแต่ละเดือน เพื่อรู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของตัวเอง หากรายจ่ายมากกว่ารายได้แสดงว่าสุขภาพทางการเงินไม่ดีนักมีสิทธิ์ล้มละลายอยู่ตลอดเวลา เมื่อกู้เงินมาทำธุรกิจควรจะมีรายได้สูงขึ้น
ตามสัดส่วนของหนี้สินที่เพิ่มจากการซื้อสินทรัพย์ถาวรสำหรับการขยายธุรกิจ เช่น เครื่องจักร ที่ดิน อาคาร เป็นต้น แต่เมื่อทำธุรกิจแล้วสร้างกำไรไม่ได้จนเงินสดหมดมี 3 ทางเลือกให้ผู้ประกอบการตัดสินใจคือ
ลดรายจ่าย หาช่องทางขาย หรือกู้หนี้เพิ่ม หากไม่สามารถหากระแสเงินสดด้วยการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้แล้ว วิธีสุดท้ายที่ควรทำคือการขอ สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เพื่อทำให้กระแสเงินสดของธุรกิจอยู่ในระดับที่หมุนเวียนต่อไปได้ และเมื่อทราบข้อมูลรายได้ รายจ่าย และหาวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้นแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ควรรู้นั่นคือฐานะทางการเงินของตัวเองว่าเป็น “ของจริง” แค่ไหน ด้วยการคำนวณหาความมั่งคั่งสุทธิของธุรกิจโดยนำ “ทรัพย์สินหักลบหนี้สิน” หากหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินจะต้องมีกระแสเงินสดสำรองเก็บเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

บริหารความมั่งคั่ง และชำระหนี้คืนเพิ่ม
เมื่อใช้ สินเชื่อขยายธุรกิจ หลายประเภทเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจแล้ว ต้องคำนวณด้วยว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่เป็นหนี้อยู่ในระดับเท่าไหร่เมื่อเทียบกับความสามารถชำระหนี้ หากชำระหนี้ได้แค่ดอกเบี้ยไม่รวมส่วนของเงินต้นและใช้รายได้มากกว่า 40% สำหรับการชำระหนี้ ถือว่าอันตรายมาก เพราะอย่าลืมว่าต้องเก็บเงินสดสำรองบางส่วนเพื่อใช้ในยามวิกฤตของธุรกิจ อีกทั้งยังต้องมีในส่วนของค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีกด้วย เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น เมื่อรู้ตัวว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต้องจัดการหนี้ที่มีสัดส่วนสูงที่สุดก่อน เช่น หนี้รถ และหนี้บ้าน

ปรับโครงสร้างหนี้
หากรู้ตัวว่าไม่สามารถจัดการหนี้ต่อไปได้จากความล้มเหลวในการบริหารธุรกิจ วิธีที่ควรทำคือหาทางเจรจากับเจ้าหนี้ให้ได้ไม่ควรหนีหนี้เพราะจะยิ่งทำให้การพูดคุยทำได้ยากยิ่งกว่าเดิม ร้อยทั้งร้อยธนาคารอยากได้เงินสดคืนอยู่แล้ว แต่หากไม่ไหวจริง ๆ ควรขอธนาคารให้ปรับโครงสร้างหนี้ และหากหนี้มีหลายก้อนต้องยุบเป็นหนี้ก้อนเดียวเพื่อให้ดอกเบี้ยถูกที่สุดและสามารถชำระหนี้ง่ายขึ้น
   
จะเห็นได้ว่าเทคนิคที่ได้กล่าวไปข้างต้นจะช่วยจัดการกับสินเชื่อระยะยาวได้ อย่างไรก็ตามแต่ละธนาคารต่างออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายรูปแบบเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของธุรกิจในปัจจุบัน และอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความน่าสนใจนั่นก็คือ สินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม หากใครมีธุรกิจเกี่ยวกับสินเชื่อกลุ่มนี้ควรศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เสียโอกาสได้รับสินเชื่อที่ตรงวัตถุประสงค์การกู้และยังมีอัตราดอกเบี้ยต่ำอีกด้วย





11

   การลงทุนในกองทุนรวมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดี ซึ่งกองทุนรวมนั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการลงทุนมาช่วยบริหารเงินจากนักลงทุน โดยจะนำไปซื้อสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ให้ได้รับผลตอบแทนตามสัดส่วน แต่กองทุนรวมนั้นมีหลายประเภทซึ่งทำให้หลายคนเกิดความลังเลว่า จะลงทุนกองทุนประเภทไหนดี วิธี สมัครกองทุนรวม ทำอย่างไร การลงทุนมีขั้นตอนอะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบมาให้คุณ

ขั้นตอนการเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนแบบออนไลน์ผ่านแอป Krungthai Next   
   การซื้อขายกองทุนรวมนั้นสามารถทำได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งทางธนาคารกรุงไทยก็มีบริการกองทุนรวมให้เลือกลงทุนตามความสนใจ โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
เปิดบัญชีสำหรับกองทุน
   โดยผู้ที่มีบัญชีธนาคารกรุงไทยอยู่แล้ว และใช้งานแอปพลิเคชัน Krungthai Next สามารถ เปิดบัญชีกองทุน ได้ด้วยตนเอง โดยเข้าไปที่เมนูกองทุนที่หน้าจอแอปพลิเคชัน จากนั้นกดเปิดบัญชีกองทุนรวม ซึ่งระบบจะแจ้งข้อกำหนดและเงื่อนไขการเปิดบัญชีกองทุน จากนั้นกดยอมรับแล้วกดปุ่มต่อไป ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการยืนยันตัวตนด้วยระบบดิจิทัล โดยให้เรากรอกรหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชนลงไปเพื่อตรวจสอบ  จากนั้นก็เป็นการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น ประกอบด้วย อาชีพ ที่อยู่ รายได้ วัตถุประสงค์ในการลงทุน เมื่อข้อมูลถูกต้องให้กดยืนยัน เพียงเท่านี้เราก็ สมัครกองทุนรวม สำเร็จแล้ว
การซื้อกองทุน
   เมื่อเราสามารถ เปิดบัญชีกองทุนรวม ในขั้นตอนแรกสำเร็จแล้ว ให้เราเลือกเมนูซื้อกองทุน โดยเลือกกองทุนที่เราสนใจเพื่อทำการซื้อหน่วยลงทุนได้ เงื่อนไขการซื้อของแต่ละกองทุนก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราควรศึกษาข้อมูลเสียก่อน เมื่อเลือกกองทุนที่ต้องการได้แล้ว ให้ใส่จำนวนเงินที่ต้องการซื้อ กดยืนยันและใส่รหัส PIN 6 หลัก ก็ทำการซื้อกองทุนได้แล้ว
การขายกองทุน
   ในส่วนของการขายกองทุนนั้นให้เข้าไปที่เมนูขายกองทุนและทำตามขั้นตอนเช่นเดียวกับการซื้อกองทุน โดยแต่ละกองทุนอาจมีเงื่อนไขการขายที่แตกต่างกัน เช่น ต้องแจ้งการขายล่วงหน้า หรือเมื่อยืนยันการขายแล้วต้องรอ 3 - 5 วัน ทำการจึงจะได้เงินจากการขาย เป็นต้น

เทคนิคการเลือกซื้อกองทุน
เลือกนโยบายของกองทุน
   กองทุนรวมนั้นมีลักษณะการลงทุนที่แตกต่างกัน เช่น ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารหุ้น หุ้นต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น และยังมีเงื่อนไขการซื้อขายต่อหน่วยที่ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ยังมีกองทุนประเภทที่มีการปันผลระหว่างปีกับกองทุนที่ไม่มีปันผลแต่ได้รับผลตอบแทนเป็นกำไรในการลงทุน เราจึงต้องเลือกกองทุนประเภทที่เราต้องการเป็นหลัก
ผลการดำเนินงานย้อนหลัง
   ก่อนการลงทุนควรดูข้อมูลย้อนหลังของกองทุนปีที่ผ่านมาและหากกองทุนเปิดมานานให้ดูย้อนหลัง 5 ปี การดูผลการดำเนินงานย้อนหลังจะทำให้เราทราบถึงทิศทางการดำเนินงาน ผลกำไรของกองทุน อันจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการพิจารณาการซื้อกองทุนของเราได้
ประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยง
การลงทุนในกองทุนรวมแต่ละกองทุนนั้น มีอัตราความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีข้อมูลการลงทุนให้ทราบก่อนเสมอว่ากองทุนนั้นเน้นใช้เงินไปกับสินทรัพย์ประเภทใด มีความเสี่ยงระดับใด เราจึงควรเลือกให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้จากการลงทุน เสี่ยงมากก็จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนมาก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนมากเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการแบบใด
   
ธนาคารกรุงไทยนั้นมีบริการซื้อขายกองทุนรวมให้เลือกมากมายหลายประเภท มีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเงินของเราเพื่อสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากเงินในธนาคารและสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ทำให้มั่นใจได้ว่าเงินที่เราลงทุนไปนั้นจะสร้างผลตอบแทนกลับมาอย่างงดงาม
ทรัพย์สินรอการขาย ทรัพย์ธนาคาร https://krungthai.com/th/content/contact-us/properties-for-sale


 



12


การออมเงินเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในยุคที่การเงินมีความไม่แน่นอน การเลือกประเภทบัญชีออมทรัพย์ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้เราจะมาพูดถึงการเปรียบเทียบระหว่างบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงและเงินฝากประจำ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

 1. ความหมายและลักษณะของออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง
บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง (High-Interest Savings Account) เป็นบัญชีที่ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป โดยมักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินในระยะสั้นและมีความยืดหยุ่นในการถอนเงิน

 2. ข้อดีของบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

- ดอกเบี้ยสูง: อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการออม
- ความยืดหยุ่น: สามารถถอนเงินได้ตามต้องการโดยไม่มีค่าธรรมเนียม
- ไม่มีข้อผูกพันระยะยาว: เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผูกพันกับเงินในระยะยาว

 3. ข้อเสียของบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

- ดอกเบี้ยไม่แน่นอน: อัตราดอกเบี้ยอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายของธนาคาร
- อาจมีค่าธรรมเนียม: บางธนาคารอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเปิดบัญชีหรือการถอนเงิน

 เงินฝากประจำ

 1. ความหมายและลักษณะของเงินฝากประจำ

เงินฝากประจำ (Fixed Deposit) เป็นบัญชีที่ผู้ฝากเงินต้องฝากเงินเป็นระยะเวลาที่กำหนด โดยจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอน ซึ่งมักจะสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป

 2. ข้อดีของเงินฝากประจำ

- ดอกเบี้ยสูงและแน่นอน: อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนทำให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้ชัดเจน
- ไม่มีความเสี่ยง: เงินฝากประจำได้รับการคุ้มครองจากธนาคารตามกฎหมาย

 3. ข้อเสียของเงินฝากประจำ

- ขาดความยืดหยุ่น: ไม่สามารถถอนเงินก่อนครบกำหนดได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
- ผูกพันกับเงินในระยะยาว: คุณต้องวางแผนการเงินให้ดี เพราะเงินจะถูกล็อกไว้ในบัญชี

 สรุป: ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือฝากประจําดอกเบี้ยสูง?

การเลือกบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือเงินฝากประจำขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การออมและความต้องการของคุณ หากคุณต้องการความยืดหยุ่นในการเข้าถึงเงินและไม่ต้องการผูกพันกับเงินในระยะยาว บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าคุณต้องการผลตอบแทนที่สูงและแน่นอนในระยะยาว เงินฝากประจำอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า



การเลือกเงินฝากดอกเบี้ยสูงที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่าง ๆ ของแต่ละธนาคารก่อนตัดสินใจ เพื่อให้คุณได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากการออมเงินของคุณ!

หากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออมเงินหรือการลงทุน ดอกเบี้ยเงินฝากสามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมได้เลย!



13


ในยุคที่คนไทยจำนวนมากนิยมหาโอกาสท่องเที่ยวต่างประเทศ นั่นจึงทำให้หลายสถาบันการเงินออกผลิตภัณฑ์ travel card เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทาง และสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักบัตรประเภทนี้ ลองมาทำความรู้จักกันว่าคืออะไร พร้อมเปรียบเทียบความน่าสนใจของทั้ง 5 บัตร ที่เชื่อว่าจะต้องตอบโจทย์นักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

Travel Card คืออะไร
สำหรับใครที่เป็นสายท่องเที่ยวอาจจะเคยได้ยินชื่อ บัตรเดบิต ท่องเที่ยวกันอยู่แล้ว เพราะบัตรนี้ทำหน้าที่เหมือนเพื่อนรู้ใจนักเดินทาง จุดเด่นคือใช้แลกเงินต่างประเทศได้ด้วยอัตราสุดพิเศษ รวมถึงยังรูดซื้อสินค้าและบริการในต่างประเทศโดยไม่ต้องแบกรับค่าความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวนของสกุลเงิน นั่นทำให้ไม่ต้องพกเงินสดไปต่างประเทศเยอะ ๆ แถมยังได้สิทธิพิเศษมากมายจากการถือบัตรอีกด้วย

เปรียบเทียบบัตร 5 ใบ ที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจคนชอบเที่ยว

- KRUNGTHAI TRAVEL CARD
ธนาคารแห่งแรกที่ให้ สมัครบัตรเดบิต ท่องเที่ยว จุดเด่นคือไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี เมื่อเติมเงินแล้วสามารถแลกเงินเก็บไว้ได้ ล็อกเรทได้เมื่อได้เรทสกุลเงินที่ถูกใจ รองรับได้มากถึง 17 สกุลเงิน และหากไม่เดินทางไปต่างประเทศยังสามารถใช้รูดซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ได้ในเรทเงินสุดพิเศษอีกด้วย

- PLANET SCB
อีกหนึ่งตัวเลือก บัตร atm ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี สมัครง่ายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เริ่มต้นใช้งานด้วยการเติมเงินเข้าบัตรจากนั้นจึงใช้รูดซื้อสินค้าและบริการ ล็อกเรทที่ต้องการได้ และสามารถแลกเงินได้ทุกสกุลเงินทั่วโลก

- YOUTRIP POWERED BY K-BANK
บัตรเดบิต ที่ออกแบบมาให้ปราศจากค่าธรรมเนียม ใช้งานง่ายเพียงเติมเงินเข้าบัตรจากนั้นใช้แลกเงินต่างประเทศได้ทุกสกุลเงินทั่วโลก เมื่อมีแผนเดินทางไปประเทศใดสามารถแลกเงินเก็บไว้ได้เพื่อให้ได้เรทราคาดีที่สุด

- K-BANK JOURNEY
อีกหนึ่งประเภทบัตรจากธนาคารกสิกรไทย ข้อดีคือรูดซื้อสินค้าและบริการได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องเติมเงิน สามารถเบิกถอนเงินสดในไทยได้ มาพร้อมสิทธิพิเศษมากมาย แต่มีข้อเสียคือมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและมีค่าความเสี่ยงจากการผันผวนของค่าเงิน

- TMB ALL FREE
บัตร All Free ที่ให้รูดซื้อสินค้าได้ทั่วโลกอย่างสุดคุ้ม โดยไม่ต้องเติมเงินเข้าบัตร ซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างมั่นใจเพราะมีประกันการซื้อสินค้า ที่สำคัญเมื่อบัตรหายธนาคารจะออกบัตรใหม่ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่มีค่าธรรมเนียมรายปีและไม่สามารถล็อกเรทสกุลเงินได้

travel card บัตรแลกเงินต่างประเทศ จากแต่ละธนาคารมาพร้อมจุดเด่นและความน่าสนใจแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวควรเลือกบัตรที่ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด และนอกจากการเป็นเจ้าของบัตรท่องเที่ยวที่ทำให้การแลกเงินคุ้มค่ายิ่งกว่าเคยแล้ว อย่าลืมสมัคร บัตรเดบิตประกัน ติดตัวเอาไว้ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างเดินทางจะได้ไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายคนเดียว เพราะมีประกันเดินทางจากบัตรเดบิตทำหน้าที่คุ้มครองยามเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็อุ่นใจเสมอ


14
หลายคนสงสัยว่าทำไมการโอนเงินต่างประเทศถึงใช้เวลานานแม้จะโอนเงินผ่านแอปธนาคาร วันนี้เราจึงจะพามาดูกันว่า โอนเงินไปต่างประเทศ swift code ใช้เวลากี่วัน และเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

Swift Code คืออะไร
โอนเงินต่างประเทศ จะมีระบบการโอนอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งการโอนเงินผ่านระบบ Swift  ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะธนาคารหลายประเทศเลือกใช้ระบบการโอนนี้ เนื่องจากมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากกว่าการโอนเงินระบบอื่น โดย Swift ย่อมาจากคำว่า Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication เป็นรหัสของธนาคารที่ใช้ในการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งธนาคารบนโลกมีมากกว่า 1 หมื่นแห่ง ในแต่ละวันมีปริมาณการทำธุรกรรมมหาศาล ระบบ Swift สามารถทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว และมี Swift Code อันเป็นรหัสบ่งบอกธนาคารของผู้รับโอน เช่น โอนเงินไปสิงคโปร์ เมื่อต้องการโอนเงินจากประเทศไทยเพื่อส่งค่าเล่าเรียนของบุตรในต่างประเทศที่ธนาคาร ABBEY NATIONAL TREAURY SERVICE PLC จะมีตัวอักษรและตัวเลขทั้งหมด 11 ตัว ได้แก่  ANTSGB2LXXX  “ANTS” คือชื่อย่อของธนาคารนี้ “GB” คือประเทศอังกฤษ ส่วน “2L” ระบุที่ตั้งของธนาคารคือลอนดอน สุดท้ายตัวอักษร “XXX” 3 ตัว บ่งบอกว่าเป็นธนาคารสาขาใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วธนาคารในประเทศไทยจะไม่ใช้ตัวอักษร XXX เพื่อบอกว่าเป็นธนาคารสาขาใหญ่ จะละไว้เป็นฐานที่เข้าใจ เช่น KRTHTHBK เป็นตัวย่อ Swift Code ของธนาคารกรุงไทยสาขาใหญ่ เลขที่ 35 ถนนสุขุมวิท หรือถ้าเป็นเลขที่สาขาจะเป็น KRTHTHBKSRP ตัวอักษร 3 ตัวท้ายบ่งบอกว่าเป็นธนาคารกรุงไทยสาขาเสียมเรียม ประเทศกัมพูชา ดังนั้น โอนเงินไปต่างประเทศ แต่ละประเทศจะยังใช้ Swift Code บนพื้นฐานของ 8 – 11 ตัวอักษร

ค่าธรรมเนียมและโอนเงินผ่าน swift code ใช้เวลากี่วัน
ค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างประเทศ จะมีการคิดทั้งผู้รับและผู้โอน โดยฝั่งผู้รับธนาคารไทยส่วนใหญ่จะคิดค่าธรรมเนียม 400 บาท แต่ธนาคารกรุงศรีจะคิดค่าธรรมเนียมอยู่ราว 350 บาท ส่วนผู้โอนจะเสียค่าธรรมเนียมสูงกว่าผู้รับ และแต่ละสกุลเงินจะมีการคิดค่าธรรมเนียมแตกต่างกันออกไป เช่น ธนาคารกรุงไทยจะคิดค่าธรรมเนียม 400 + 1,200 บาท สำหรับสกุลเงินยูโรและปอนด์สเตอร์ลิง ในขณะที่ค่าธรรมเนียมของธนาคารกรุงศรีจะอยู่ที่ 1,150 บาท หรือธนาคารกรุงเทพและธนาคารออมสินจะคิดค่าธรรมเนียมผู้โอนเป็น 400 + 0.05% ของจำนวนเงินที่โอนในสกุลเยน อย่างไรก็ตามระยะเวลาในการโอนจะแตกต่างกันออกไป แม้จะโอนเงินด้วยแอปโมบายแบงก์กิ้งยังต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงสำหรับบางสกุลเงิน และช้าสุดจะเป็นสกุลเงินโซนยุโรปที่กว่าเงินจะเข้าอาจใช้เวลาราว 5 วัน

ใช้แอปธนาคารโอนเงินไปต่างประเทศ
การโอนเงินระหว่างประเทศผ่านแอพ สามารถทำได้ไม่ยุ่งยากเพียงใช้ชื่อ ที่อยู่ของผู้รับโอนเป็นภาษาอังกฤษ กรอก Swift Code ของธนาคารผู้รับโอนเพื่อให้ระบุธนาคารรับโอนได้อย่างถูกต้อง และระบุจำนวนเงินที่ต้องการโอน โดยปกติการโอนด้วยแอปธนาคารจะมีฟังก์ชันแปลงค่าเงินให้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้า 2 – 3 แอปเพื่อแปลงค่าเงินไปมาให้ยุ่งยาก
   
ดังนั้นการโอนเงินต่างประเทศจะเสียเวลาการโอนตั้งแต่ 1 ชั่วโมง – 5 วัน มีความผันผวนด้านเวลามาก และค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระหลัก ๆ จะเป็นค่าธรรมเนียมฝั่งผู้รับและผู้โอน ทั้งนี้ต้องศึกษากรณีอื่น ๆ ด้วยว่าจะเสียค่าธรรมเนียมอื่นแฝงด้วยหรือไม่




15
ในยุคที่ความไม่แน่นอนและอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีประกันอุบัติเหตุจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนสูง ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “เงินฝากประกันอุบัติเหตุ” และ “ประกันอุบัติเหตุแยก” ว่าควรเลือกซื้อแบบไหนดี

 เงินฝากประกันอุบัติเหตุคืออะไร?

เงินฝากประกันอุบัติเหตุ เป็นรูปแบบการประกันที่ช่วยคุ้มครองผู้เอาประกันในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ โดยจะมีการจ่ายเงินชดเชยตามที่ระบุในกรมธรรม์ ในบางกรณีอาจมีการคืนเงินฝากเมื่อหมดอายุกรมธรรม์ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผู้เอาประกันรู้สึกมั่นใจในการลงทุน

 ข้อดีของเงินฝากประกันอุบัติเหตุ

1. การคืนเงิน: หากไม่มีการเคลมประกันในระยะเวลาที่กำหนด ผู้เอาประกันจะได้รับเงินคืนตามที่ระบุในกรมธรรม์
2. ความคุ้มครอง: ช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ
3. การลงทุน: เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะมีการคืนเงินในกรณีที่ไม่มีการเคลม

 ประกันอุบัติเหตุแยกคืออะไร?

ประกันอุบัติเหตุแยก เป็นประกันที่มุ่งเน้นเฉพาะการคุ้มครองในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับการคืนเงินฝาก ซึ่งมักจะมีเบี้ยประกันที่ต่ำกว่าเงินฝากประกันอุบัติเหตุ

 ข้อดีของประกันอุบัติเหตุแยก  ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
1. เบี้ยประกันที่ต่ำกว่า: ผู้เอาประกันสามารถเลือกซื้อประกันได้ในราคาที่ถูกกว่า
2. ความคุ้มครองที่ชัดเจน: มีการกำหนดความคุ้มครองอย่างชัดเจนในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
3. ความยืดหยุ่น: สามารถเลือกความคุ้มครองได้ตามความต้องการ เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าชดเชยรายได้

 ควรเลือกซื้อแบบไหนดี?

การเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุระหว่างเงินฝากประกันอุบัติเหตุและประกันอุบัติเหตุแยกนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานการณ์ของแต่ละบุคคล

 พิจารณาจากความต้องการ

- หากคุณต้องการการลงทุนและความคุ้มครอง: เงินฝากประกันอุบัติเหตุอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะได้รับความคุ้มครองจากอุบัติเหตุแล้ว ยังมีโอกาสได้รับเงินคืนเมื่อหมดอายุกรมธรรม์
- หากคุณต้องการความคุ้มครองที่เฉพาะเจาะจงและราคาที่ต่ำกว่า: ประกันอุบัติเหตุแยกอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะสามารถเลือกความคุ้มครองได้ตามความต้องการ


การเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่สำคัญ ควรพิจารณาความต้องการและสถานการณ์ทางการเงินของตนเอง เพื่อให้ได้ประกันที่ตอบโจทย์ที่สุด หากคุณยังไม่แน่ใจ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม




หน้า: [1] 2 3